In The Good Handsคู่คิด ที่ลงมือทำจริง

CASE STUDY / INBOUND MESSAGE COST

อย่าวัดแค่คนเห็น
ถ้าต้นทุนคนทักยังสูง

งานนี้ไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องมีคนเห็นมากขึ้น แต่ตั้งคำถามว่า เราใช้เงินเท่าไรต่อหนึ่งข้อความที่ลูกค้าทักเข้ามาจริง

โจทย์

ยอดเข้าถึงบอกว่าโฆษณาถูกเห็น แต่ไม่บอกว่าธุรกิจได้เริ่มคุยกับใคร

หากเป้าหมายคือให้ลูกค้าทักเข้ามา การมองเพียงยอดไลก์หรือยอดเข้าถึงอาจทำให้ทีมตัดสินใจจากตัวเลขที่ยังห่างจากผลทางธุรกิจ งานนี้จึงวัด “ข้อความที่ลูกค้าทักเข้ามาจริง” เป็นตัวหลัก

วิธีทำงาน

ตั้งตัววัดให้ตรงกับเป้าหมาย แล้วดูผลหลังการปรับแต่ละรอบ

  1. กำหนดผลที่ต้องการวัด — ใช้ต้นทุนต่อข้อความที่ลูกค้าทักเข้ามาจริง แทนการใช้ยอดไลก์หรือยอดเข้าถึงเป็นคำตอบสุดท้าย
  2. ดูผลจากข้อมูลจริง — ดูว่าการสื่อสารและการเข้าถึงพาคนที่เหมาะสมเข้ามาเริ่มบทสนทนาหรือไม่
  3. ปรับและเปรียบเทียบทีละรอบ — ผลที่แสดงเกิดหลังการปรับสามรอบ จึงไม่ตีความจากผลครั้งเดียว

สิ่งที่ผลลัพธ์บอกเรา

ตัววัดที่ถูกต้อง ช่วยให้รู้ว่าควรปรับอะไรต่อ

ในงานนี้ ต้นทุนต่อข้อความลดจาก 667.95 บาทเหลือ 71.93 บาท หรือ 89% หลังการปรับสามรอบ ตัวเลขนี้เป็นผลของงานหนึ่ง ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกันได้กับทุกธุรกิจ แต่สะท้อนว่าการเลือกตัววัดที่ใกล้กับเป้าหมาย ช่วยให้การตัดสินใจมีทิศทางชัดขึ้น

หลักคิดที่ใช้ต่อได้ก่อนเพิ่มงบ ลองตอบให้ได้ก่อนว่า “ผลลัพธ์ที่ธุรกิจต้องการจริง” คืออะไร แล้วใช้ตัววัดที่เชื่อมกับผลนั้นให้ใกล้ที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

ต้นทุนต่อข้อความที่ลูกค้าทักเข้ามาคืออะไร?

เป็นต้นทุนโฆษณาที่ใช้เพื่อให้เกิดข้อความจากลูกค้าจริง จึงต่างจากยอดไลก์หรือยอดเข้าถึงที่สะท้อนเพียงการมองเห็น

ทำไมไม่วัดจากยอดไลก์หรือยอดเข้าถึง?

เพราะหากเป้าหมายคือการเริ่มบทสนทนากับลูกค้า ยอดการมองเห็นยังไม่ยืนยันว่ามีใครทักเข้ามา

ผลลดลง 89% ใช้เป็นการรับประกันผลได้หรือไม่?

ไม่ได้ ผลขึ้นอยู่กับข้อเสนอ กลุ่มเป้าหมาย สื่อ และบริบทของแต่ละธุรกิจ ตัวเลขนี้เป็นผลจากงานหนึ่งหลังปรับสามรอบ

เริ่มคุยจากตัวเลขที่ใช่

อยากรู้ว่าควรวัดอะไร ก่อนเพิ่มงบหรือเปลี่ยนแคมเปญ?

เล่าโจทย์ธุรกิจของคุณสั้น ๆ แล้วเราจะช่วยดูว่าตัววัดใดใกล้กับผลที่คุณต้องการจริง

คุยเรื่องงาน